วันที่ 01 มีนาคม 2567 | พิมพ์หน้านี้ | กลับไปหน้าหลัก

บอร์ดสลากฯสั่งเพิ่มสลากดิจิทัลอีก 1 ล้านใบ – พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สู้หวยประเทศเพื่อนบ้าน

thaipublicaบอร์ดสลากฯ สั่งเพิ่มสลากดิจิทัลอีกงวดละ 1 ล้านใบ เริ่มขาย 2 ก.พ.นี้ พร้อมปรับแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกผู้ค้าเดินเร่ขายสลากผ่านไอแพด – มือถือ – ตั้งแผงค้าสลากออนไลน์ เริ่มทำ Sandbox จำหน่ายสลากเลข 3 หลัก หรือ “N3” กลางปีนี้ รวมทั้งสั่งกองสลากฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สู้หวยประเทศเพื่อนบ้าน

นายลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวถึงผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถนำส่งเงินเข้ารัฐเป็นรายได้แผ่นดินได้สูงถึง 48,550.83 ล้านบาท โดยมีรายได้หลักมาจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลัก ทั้งสลากใบ 80 ล้านฉบับ/งวด และสลากดิจิทัล 22 ล้านฉบับ/งวด รวม 102 ล้านฉบับ/งวด ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ซึ่งทางสำนักงานสลากฯสามารถขายสลาก 6 หลักแบบดิจิทัล ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หมดเกลี้ยงก่อนถึงวันออกรางวัลทุกงวด โดยงวดวันที่ 16 มีนาคม 2566 ทำสถิติขายหมดเร็วที่สุดภายใน 8 วัน ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อเลขที่ต้องการได้ในราคา 80 บาททุกใบ และสะดวกในการรับเงินรางวัล ซึ่งระบบจะตรวจผลรางวัลให้แบบอัตโนมัติ และโอนเงินรางวัลได้ภายใน 2 ชั่วโมง ทุกรางวัลรวมทั้งรางวัลที่ 1

สำหรับผลการจำหน่ายสลาก 6 หลัก แบบดิจิทัล ตั้งแต่งวดวันที่ 17 มกราคม 2566 ถึง 30 ธันวาคม 2566 ทางสำนักงานสลากฯจำหน่ายสลากประเภทนี้ไปทั้งหมด 466,413,500 ใบ คิดเป็นมูลค่า 37,311 ล้านบาท โดยมีถูกรางวัลทั้งหมด 1,278,526 คน รวมเงินรางวัล 22,398 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีคนถูกรางวัลที่ 1 ประมาณ 199 คน รวมเป็นเงิน 2,808 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้ถูกรางวัลที่ 1 คนเดียว 22 ใบ ได้รับเงินรางวัลไป 132 ล้านบาท , ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 986,933 คน รวมเป็นเงิน 9,328 ล้านบาท , ถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว 294,263 คน รวมเป็นเงิน 3,731 ล้านบาท โดยจังหวัดที่คนถูกรางวัลมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. กทม. 2. นนทบุรี และ 3. สมุทรปราการ และเลขท้าย 2 ตัวที่ออกซ้ำบ่อยที่สุดในปี 2566 คือเลข 91 และ 99 (ออกเลขละ 2 ครั้ง)

“อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเพิ่มปริมาณสลากแบบดิจิทัลจะยังคงเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาด และไม่ให้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้จำหน่ายสลากแบบใบ โดยในงวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 จะเพิ่มสลากฯ แบบดิจิทัล เป็น 23 ล้านฉบับ/งวด (เริ่มขายตั้งแต่ 2 กุมพาพันธ์ 2567) และคาดว่าในปี 2567 จะทยอยเพิ่มเป็น 25-30 ล้านใบ/งวด เพื่อให้ตรงกับความต้องการซื้อของพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายสลากเป็นแผงจำหน่ายสลากดิจิทัล เพื่อให้ผู้ขายได้มีโอกาสปรับตัวในการขายสลากแบบดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น หลังสำนักงานสลากฯได้ปรับรูปแบบการขายสลากดิจิทัล โดยผู้ขายสามารถเดินขายสลาก แบบแผงสลากบนไอแพด และโทรศัพท์มือถือได้ วิธีการดังกล่าว ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสลากดิจิทัลให้มากขึ้น เพราะมีลักษณะคล้ายกับการจำหน่ายสลากแบบมีแผงจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเลขให้กับลูกค้าประจำ หรือ การลดราคาสลาก เป็นต้น โดยการปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายจะแล้วเสร็จ และเริ่มใช้ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567” นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ กล่าวต่อว่า ส่วนของสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลข 3 หลัก หรือ “N3” นั้น เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาหวยใต้ดิน สำนักงานสลากฯ จะทดลองดำเนินการในลักษณะของ Sandbox เพื่อทดสอบช่องทางการจำหน่าย การกำหนดราคาขาย รวมถึงเงินรางวัลที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อให้มากที่สุด คาดว่าจะพร้อมเริ่มดำเนินการ Sandbox ของสลากตัวแลข 3 หลัก หรือ N3 ได้ในช่วงกลางปี 2567 และโดยที่ปัจจุบันมีความท้าทายรูปแบบใหม่ คือ หวยจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเว็บขายสลากออนไลน์ที่อ้างอิงผลรางวัลจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเว็บขายสลากออนไลน์อื่นๆ ที่ใช้ผลรางวัลของสำนักงานสลาก รวมถึงการนำสลากใบไปโหลดขาย ดังนั้น คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงมอบหมายให้สำนักงานสลากฯ ไปศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรองรับความท้าทายรูปแบบใหม่ และตอบโจทย์ผู้ซื้อต่อไป

สำหรับการจำหน่ายสลากผ่านตู้จำหน่ายต่าง ๆในลักษณะแฟรนไชส์ โดยไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีสลากจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือขายเกินราคา รวมทั้งการนำสลากกินแบ่งรัฐบาล ไปจำหน่ายต่อตามแพลตฟอร์มต่างๆ พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้กำชับให้สำนักงานสลากฯ เร่งดำเนินการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางในการดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนผู้ซื้อสลากด้วยความบริสุทธิ์ใจต้องได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ ในบางกรณีกำลังอยู่ระหว่างจัดทำหนังสือแจ้งเหตุพฤติการณ์ไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับเป็นคดีพิเศษต่อไป