• ข่าวสาร
  • กิจกรรม
  • เอกสารแนะนำ

เมื่อไทยจะเป็น “ฮับ”คาสิโน อ่านมุมสะท้อนจาก รศ.ดร. นวลน้อย ตรีรัตน์

11 มิถุนายน 2567

สำนักข่าวชายขอบ - คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานของคณะกรรมการวิสามัญที่พิจารณาศึกษาเรื่องการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 และในเนื้อหารายงานพูดถึงกาสิโนถูกกฎหมายในฐานะธุรกิจส่วนหนึ่งใต้ร่มสถานบันเทิงครบวงจรที่รัฐบาลคาดหวังจะผลักดัน ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายจากทั้งประชาชน ส.ส. นักกฎหมาย และนักวิชาการ เพราะนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้ในรายงานฉบับนี้และให้นำมาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน

สำนักข่าวชายขอบได้สัมภาษณ์ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน หนึ่งในผู้ศึกษาเกี่ยวกับกาสิโนถูกกฎหมายและผู้ตั้งคำถามต่อแผนพิจารณาศึกษาเรื่องสถานบันเทิงครบวงจรของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะแม้นายกฯ และคนในรัฐบาลจะบอกว่าการศึกษาเรื่องนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมาย แต่สังคมยังมีข้อสงสัยอีกหลายประการที่ยังไม่ได้รับคำตอบ

จากการรายงานของสื่อมวลชนและการตั้งคำถามของผู้ใช้สื่อโซเชียลจำนวนมากมองว่าการศึกษาเรื่องสถานบันเทิงครบวงจรของรัฐบาลเศรษฐาดูจะมุ่งเน้นเป็นพิเศษในแง่การเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย แต่กลับไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับธุรกิจส่วนอื่นๆ ภายใต้นิยามของ ‘สถานบันเทิงครบวงจร’ ทั้งยังไม่มีการพูดถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือหรือป้องกันปัญหาอาชญากรรมหรือธุรกิจสีเทาที่มักจะตามมาหลังมีการเปิดบ่อนถูกกฎหมายซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในหลายประเทศ

 

-อาจารย์คิดว่าการที่รัฐบาลศึกษาและพร้อมจะสนับสนุนเรื่องนี้มันจะคุ้มทุนหรือคุ้มค่าหรือไม่

รัฐบาลพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้เรื่องสถานบันเทิงครบวงจร Entertainment Complex มีการอ้างอิงว่าภายใต้เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะประกอบไปด้วยอะไร ดิฉันคิดว่าอันหนึ่งคือรัฐบาลอาจจะมองแบบประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใกล้เราที่ทำเป็นในเชิงของ Entertainment Complex ก็คือสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องดูก็คือว่ามันเป็นแพ็กเกจ แล้วในสิงคโปร์เองมันก่อให้เกิดการลงทุนใหญ่เพราะเป็นการทำใหม่หมดเลย ทั้งเอนเตอร์เทนเมนต์และกาสิโน แต่กาสิโนในสิงคโปร์เพียงแค่ใช้พื้นที่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นผลสำเร็จตรงนั้นมันคงไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน

ทีนี้ในประเทศไทยเมื่อมีแนวคิดว่าจะทำสถานบันเทิงครบวงจร แต่สิ่งที่ยังพูดกันน้อยมากเลยคือเรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์จะมีอะไร อย่างไร และจะทำอะไร แต่ไปคิดเรื่องเดียวคือกาสิโน เลยกลายเป็นว่ากาสิโนเป็นตัวหลัก อื่นๆ เป็นตัวรองหรืออย่างไร ก็ยังสับสนอยู่ว่ารัฐบาลจะทำรูปแบบอย่างไร เพราะว่ารัฐบาลไม่ได้มีแผนหรือทำอะไรเกี่ยวกับเอนเตอร์เทนเมนต์หรืออย่างอื่นเลย แต่เหมือนกับจะให้เอกชนไปวางแผนเอาว่าอย่างไร ในขณะที่อย่างสิงคโปร์เขากำหนดไว้ชัดเจนว่าเขาจะทำสองแผนเท่านั้น เขาเขียนไว้ในกฎหมายเลยเพราะมันเป็นแผนขนาดใหญ่ของเขา เป็นแผนการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ของเรานี่สุดท้ายแล้วไปพูดเรื่องกาสิโน บอกว่าจะเปิดเยอะแยะ โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์ชัดเจนนัก

อย่าลืมว่าในปัจจุบันกาสิโนอย่างเดียวมันดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศไม่ค่อยได้เท่าไหร่หรอก มันต้องมีอย่างอื่น เพราะฉะนั้นความคุ้มทุนหรือไม่ มันยังมีองค์ประกอบอีกเยอะ

ประเด็นที่สอง คำว่าความคุ้มทุนมาจากอะไร เพราะตอนรัฐบาลแถลงก็บอกว่าเพื่อดึงนักท่องเที่ยว แต่ถ้าสมมติว่าไม่ได้จัดการอะไรมากมายแล้ว นักท่องเที่ยวจริงๆ จะมาด้วยเหตุผลนี้ก็จะคงไม่ใช่เหตุผลหลัก เพราะฉะนั้นก็กลายเป็นว่าอาจจะเป็นการดึงคนในประเทศแทน ใช่ไหม เพราะอีกเหตุผลคือรัฐบาลบอกว่าเรามีเรื่องการพนันนอกกฎหมายเยอะ ก็เลยดูเหมือนว่าจะดึงคนในประเทศ ประเด็นก็คือว่ารัฐบาลเตรียมความพร้อมเรื่องนี้มากแค่ไหน เพราะว่าโดยทั่วไปกาสิโนที่เปิดแล้วมุ่งที่คนในประเทศจะต้องมีการจัดการเรื่องปัญหาที่เป็นผลกระทบจากการพนันเยอะมาก คือถ้าหากว่าเป็นนักท่องเที่ยว ปัญหาอะไรที่เกิดขึ้น นักท่องเที่ยวก็จะเอากลับไปบ้านตัวเอง เช่น ติดพนัน มีปัญหาเรื่องการเงิน ก็จะเป็นปัญหาที่บ้านตัวเอง แต่ของเราถ้าเราดึงคนในประเทศมาเข้ากาสิโน ปัญหานี้จะเป็นปัญหาภายในประเทศที่เราต้องจัดการ เรื่องพวกนี้จะจัดการอย่างไรภายใต้หนี้ครัวเรือนที่สูงมากๆ แล้วไม่นานมานี้ก็เพิ่งมีผลสำรวจที่บอกว่าคนไทยร้อยละ 80 มีแค่เศษสตางค์ในธนาคาร นึกออกไหม คือสถานการณ์มันดูยากลำบาก ถ้าแผนนี้มีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มันจะทำสำเร็จถ้าเราสามารถดึงนักท่องเที่ยวได้ แต่ทีนี้เราประเมินนักท่องเที่ยวผิดหรือเปล่า

 

-ยกตัวอย่างกรณีคิงส์โรมันใน สปป.ลาว ท้ายที่สุดแล้วธุรกิจกาสิโนก็ไม่ได้ดึงดูดคนมากเท่าไหร่

อันนี้มันก็น่าสนใจนะ ดิฉันไปดูเมืองชายแดนหลายที่มันเงียบเหงามาก ที่จริงมันก็ไม่ได้ครึกครื้นตั้งแต่เปิดแล้ว แต่มันก็ดูแย่ลงเรื่อยๆ ดิฉันคิดว่าอันหนึ่งที่เป็นปัญหาเยอะก็คือจีนเอาจริงเอาจังกับการที่คนของเขาจะมาทำอะไรเรื่องนี้ หรือดึงคนของเขาไปทำอะไร หรือใช้แหล่งเหล่านี้เป็นแหล่งที่กลับไปหลอกลวงคนในประเทศจีน เขาเอาจริงเอาจังมาก เพราะฉะนั้นผลของการเอาจริงเอาจังของจีน เราก็เลยได้เห็นว่าสีหนุวิลล์ (ในกัมพูชา)กลายเป็นเมืองร้างโดยทันตาเห็นอย่างรวดเร็ว เพราะจีนเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เพราะมันสร้างผลกระทบที่ย้อนกลับไปที่เขา

ที่ผ่านมาในเอเชียเวลาที่คาดหวังเรื่องรายได้จากนักท่องเที่ยวก็จะหมายถึงนักท่องเที่ยวจีน แต่ขนาดมาเก๊าก็ยังต้องตัดยุทธศาสตร์ตัวเองเลย ตั้งแต่ที่จีนเริ่มปราบคอร์รัปชั่นก็ไม่ให้ข้าราชการออกไปมาเก๊าเลย แล้วก็มาจนถึงการปราบปรามคนที่ออกไปเล่นพนันในต่างประเทศ ก็เลยทำให้มาเก๊าเองก็ซบเซาไปเยอะ เพราะฉะนั้นใครอ้างมาเก๊าต้องไปดูตัวเลขปัจจุบัน ตัวเลขมันลดลงเยอะมากๆ จนมาเก๊าต้องปรับยุทธศาสตร์ตัวเองว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับการประชุมแทน ไม่ได้พูดเรื่องกาสิโนมากเหมือนในอดีต

 

-หลายครั้งทั้งสื่อไทยสื่อเทศพยายามสะท้อนเรื่องแหล่งการพนันเพื่อนบ้านว่าเป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นในธุรกิจสีเทา แต่ไม่ค่อยมีการสนองตอบจากภาครัฐในการแก้ปัญหาพวกนี้ คำตอบที่มักจะได้รับก็คือพื้นที่นั้นไม่ใช่ประเทศเรา ทั้งๆ ที่ประเทศเราคือระเบียงอาชญากรรมของประเทศพวกนี้ อาจารย์มองมุมนี้อย่างไร

อันนี้เป็นมุมที่บางทีก็เสียใจนะ เพราะจริงๆ ก็มีวิธีการตั้งเยอะ ยิ่งตอนหลังที่มาเห็นข้อมูลที่ว่า infrastructure ที่ต่างประเทศใช้มาจากบ้านเรานี่น่าเสียใจนะ ตอนนี้พูดเรื่องเสาส่งสัญญาณ แต่ยังไม่ได้พูดถึงสายเคเบิลที่ลากเข้าไปเลย มันเป็นสิ่งที่เราทำได้น่ะ แต่ถ้าไม่ได้อยากทำก็จะต้องอ้างนู่นนี่นั่นเยอะ แต่ถ้าอยากจะทำ มีรัฐมนตรีสั่งสิ รับรองทำได้ ทำได้ทั้งนั้นแหละ

 

-การที่มีแหล่งอาชญากรรมธุรกิจสีเทารอบบ้านขนาดนี้ การฟอกเงินต่างๆ เกิดขึ้นเยอะแยะในประเทศไทย ถ้าสมมติมีธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรในประเทศไทยอย่างถูกต้อง สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ

ขอย้อนกลับไปดูกาสิโนรอบบ้านเราก่อน กาสิโนรอบบ้านเราเจ๊งระเนระนาดเลยนะ แล้วก็กลายเป็นแหล่งของการหลอกลวงเพื่อนบ้านและย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ตรงแถวสระแก้วก็เป็นปัญหาเดียวกัน กลายเป็นว่าในพื้นที่ตึกที่สร้างเป็นกาสิโนมีแค่บางชั้นที่ให้บริการกาสิโน เดี๋ยวนี้ถ้าเป็นออนไซต์ก็น้อยมาก กลายเป็นออนไลน์ และบางชั้นกลายเป็นสถานที่สำหรับศูนย์แห่งการฉ้อโกงหลอกลวงทั้งหลาย เพราะฉะนั้นอันนี้มันแสดงให้เห็นทั้งหมดเลยว่ากาสิโนก็เจ๊งได้ แต่การทำเป็นสถานบันเทิงครบวงจร ปัญหาก็ย้อนกลับไปที่เมื่อกี้ว่าเราจะจัดการยังไงกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา ยิ่งคุณเฟื่องฟูเท่าไหร่ เงินในกระเป๋าประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจนมันก็จะหายไปมากเท่านั้น ไปอยู่ในมือของคนแค่ไม่กี่คน แล้วมันจะกระตุ้นเศรษฐกิจยังไง

เวลาเขาพูดว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ จะมีการจ้างงาน แต่ขณะเดียวกันจะมีธุรกิจที่ล้มละลายถ้าหากว่ามันเป็นการดึงเงินในกระเป๋าของคนในประเทศไป แล้วคนในประเทศก็มีเงินจำกัดมาก เมื่อเอาเงินไปใช้ในกาสิโนมากขึ้น ก็มีเงินที่จะใช้จ่ายในการบริโภคอย่างอื่นน้อยลง ธุรกิจอย่างอื่นก็จะเจ๊ง เคยมีการศึกษามาแล้วในสหรัฐอเมริกานี่เอง ในบางรัฐที่อยากจะเอาอย่างลาสเวกัส ก็จะดึงได้เฉพาะคนในพื้นที่ในรัฐของตัวเอง ปรากฏว่ากาสิโนไปได้ แต่ว่าธุรกิจรอบข้างเจ๊ง เพราะคนเปลี่ยนวิธีการใช้จ่าย แล้วถามว่ามันจะได้อะไร และเราจะยังมีปัญหาที่ตามมาคือจะต้องดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดจากคนที่มีปัญหาการพนัน

กาสิโนในประเทศต่างๆ ที่เราเห็นว่าทำเงินเยอะ เพราะว่าศักยภาพเขาคือสามารถที่จะดึงนักท่องเที่ยวได้ และเมื่อนักท่องเที่ยวมาใช้จ่าย เงินมันก็จะตกในพื้นที่ของการใช้จ่ายตรงนั้น อาจจะเป็นเจ้าของกาสิโนหรืออะไรก็แล้วแต่ เราไม่เห็นปัญหาเหล่านั้นในพื้นที่ที่บอกว่ากาสิโนสร้างเงินเยอะแยะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรื่องอย่างนี้มันล้มเหลว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือสุดท้ายคือกาสิโนจะกลายเป็นบ่อนสำหรับคนในประเทศ แต่เศรษฐกิจมันจะเฟื่องฟูได้ยังไงในเมื่อเอาเงินมาจ่ายในธุรกิจนี้ ไม่ได้เอาไปจ่ายอย่างอื่น ก็จะยิ่งแย่ลงไป

 

-การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้น่ากังวลหรือไม่ อย่างสิงคโปร์ที่กฎหมายเขาเข้มแข็งก็สามารถบังคับใช้ในข้อจำกัดต่างๆ ที่เขากำหนดไว้ได้ แต่สำหรับสังคมไทยอาจารย์มองอย่างไร

ดิฉันก็คงเห็นแบบเดียวกัน แค่เรื่องง่ายที่สุดอย่างขายสลากกินแบ่งรัฐบาล เรายังต้องจ่ายเงินมากกว่า 80 บาท จัดการไม่ได้ หรือจะจัดการก็กังวลใจไปหมด มันหมายถึงอะไรล่ะที่จะจัดการปัญหาเรื่องพวกนี้แล้วมีข้อกังวลใจนั่นนี่ตลอดเวลา คือมันจัดการไม่ได้เพราะลูบหน้าปะจมูกหมด แล้วกรณีนี้จะไม่ยิ่งหนักกว่าหรือ

 

-การที่รัฐบาลเดินหน้ากาสิโนครั้งนี้โดยมีผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯเป็นตัวสนับสนุน ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้ดูรายละเอียดหรือยัง

เห็นผลการศึกษาแล้ว แต่ดิฉันเห็นว่าผลการศึกษานี้เทียบไม่ได้เลยกับที่ประเทศอื่นทำ อย่างสิงคโปร์ทำละเอียดมากกว่านั้นเยอะ หากว่าเราอยากไปดูตัวอย่าง ลองดูที่ญี่ปุ่น ตอนนี้ทุกคนก็อ้างว่าญี่ปุ่นก็จะมีกาสิโนแล้ว แต่ญี่ปุ่นศึกษามาเป็น 10 ปี ทำต่อเนื่อง ค่อยๆ ทำทีละสเต็ปจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน พื้นที่ได้แล้วว่าจะเป็นพื้นที่ไหนคือเป็นพื้นที่เกาะ ไม่ได้อยู่ในเมือง เพราะกาสิโนในเมืองนี่อันตรายที่สุด เขาก็เลยเอากาสิโนไปไว้ข้างนอกเมือง และเขาจะมีรายละเอียดว่าต้องทำอย่างไรต่อ กว่าเขาจะเปิดเข้าใจว่าอีกสัก 5-6 ปีได้ เพราะเขารู้ว่าเรื่องพวกนี้มันอันตราย และต้องทำด้วยความระมัดระวัง นี่คือประเด็นหลักของเขา

แต่ว่าของเรานี่โอ้โห เร่งด่วนจี๋มาก บอกว่ามันเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แต่เอนเตอร์เทนเมนต์มันเป็นอะไร มีเงื่อนไขอย่างไร ควรจะมีการกำหนดพื้นที่คร่าวๆ 100 กิโลเมตรจากสนามบิน พอหรือเปล่า คือมันแทบไม่มีแผนเลย ผลดีผลเสียมันต้องศึกษาลงลึกในรายละเอียดอีกเยอะ ฝั่งสภาทำมา 2 เล่มแล้ว รัฐบาลที่แล้วทำ 1 เล่ม รัฐบาลชุดนี้ก็มาต่ออีก 1 เล่มซึ่งเล่มที่2ก็ทำดีขึ้น แต่มันยังละเอียดไม่พอ

 

-ถ้ารัฐบาลอยากเดินหน้าเรื่องนี้จริงๆ อาจารย์มีคำแนะนำหรือไม่ว่าควรจะศึกษาอะไรต่อไป หรือควรจะตั้งรูปแบบของการฟังให้รอบด้านอย่างไรบ้าง

ในการศึกษาเล่มที่ 2 ดิฉันคิดว่ามันต้องทำแผนลงไปในรายละเอียดว่ามันจะมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง เพราะเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในปัจจุบันมันมีน้อยมาก หลายๆ อย่างใช้วิธีการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา ท่านนายกฯ เป็นประธาน ทุกอย่างให้ไปตัดสินกันที่นี่ ให้ไปออกที่นี่ แสดงว่าประชาชนไม่ได้เห็นอะไรเลย มีการพูดถึงกติกาบางอย่างบางข้อแบบกว้างๆ ในร่างกฎหมายที่เขาแนบไว้ ซึ่งหมายถึงเรื่องกาสิโน แต่ในหลายๆ เรื่องก็บอกให้คณะกรรมการเป็นคนจัดการอะไรๆ ทั้งหลาย แล้วก็ยังมีการกำหนดจำนวนกาสิโนอีกประมาณ 20 กว่าแห่ง ซึ่งในแอฟริกาใต้เคยทำแบบนี้มาก่อน เปิดเยอะมาก แล้วตอนหลังปัญหาอาชญากรรมมันพุ่งจนต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไล่ปิดกาสิโน แล้วมันก็แก้ปัญหาได้แค่บางส่วนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นของเรานี่มันมีรายละเอียดอีกเยอะ ดิฉันคิดว่าถ้าจะบอกคำเดียวก็คือลองศึกษาจากญี่ปุ่นดีไหมว่าญี่ปุ่นเขามีวิธีการทำยังไง

 

-หนึ่งในวาทกรรมที่มีการผลิตออกมาอธิบายกับสังคมคือในเมื่อคนไทยเล่นการพนันกันอยู่แล้ว ทำไมไม่เอาเงินมาไว้ในประเทศ คือให้มาเล่นในประเทศ ให้เงินหมุนเวียนได้เก็บภาษีในประเทศ อาจารย์มองอย่างไร

ดิฉันคิดว่าวาทกรรมอันนี้เป็นวาทกรรมที่ไม่รับผิดชอบ เพราะว่ารัฐก็ต้องมีหน้าที่จัดการ แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับกลายเป็นคนที่มีเอี่ยวกับเรื่องพวกนี้ รัฐไม่จัดการ มีกฎหมายให้ปราบแต่รัฐไม่ทำหน้าที่ แล้วก็มาอ้างว่าคนเล่นเยอะ เพราะฉะนั้นก็ปล่อยให้เล่นแล้วกัน แต่เราก็จะเห็นว่ามันมีทั้งประเด็นในเรื่องของการที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรทั้งหลาย เราจะเห็นว่าการพนันออนไลน์มันทำลายคนขนาดไหน คือเมื่อก่อนมันก็มีปัญหาอยู่แล้วในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม แต่พอเป็นออนไลน์ปุ๊บแล้วเจ้าหน้าที่เห็นช่องแล้วเข้าไปมีเอี่ยวนี่มันทำลายสถาบันจริงๆ ซึ่งสถาบันหมายถึงองค์กรอย่างตำรวจ

เมื่อก่อนก็มีปัญหาเยอะนะที่เราวิจารณ์กัน แต่พอมาเจอเรื่องพนันออนไลน์นี่เละเทะกันแทบทั้งองค์กร ดิฉันก็อยากเห็นตำรวจลุกขึ้นมาปกป้ององค์กรตัวเอง ต้องจัดการปัญหาที่บ้านให้หมดน่ะ ถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้คิดว่าเราเปิดกาสิโนขึ้นมาแล้วสุดท้ายจะอย่างไร สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครรักษากติกาหรอก เพราะว่าทุกคนก็อาจจะคิดว่าไม่เป็นไรหรอก แม้แต่การที่จะกำหนดค่า fee ก็ไม่กำหนด การที่จะกำหนดหลายอย่างก็ไม่ทำเพราะกลัวคนไทยจะเข้าไปเล่นไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วประเทศทั้งหลายที่เปิดรอบบ้านเราก็ไม่ได้สนับสนุนให้คนในประเทศเล่นเลยนะ เพราะเขารู้อยู่ว่ามันอันตราย

 

-เรื่องค่านิยม เยาวชนคนไทยจำนวนมากข้ามไปฝั่งเมียวดีเพื่อไปทำงานในธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์ทั้งหลายโดยไม่ได้มองว่านี่เป็นเรื่องผิด ถ้าเรามีธุรกิจสถานบันเทิงการพนันครบวงจรจริง คิดว่าจะส่งผลต่อทัศนะของเยาวชนหรือไม่ อย่างไร

ดิฉันคิดว่าเนื่องจากรัฐปล่อยปละละเลยแล้วก็ให้ท้ายมาตลอดน่ะ แล้วคุณจะไปพูดได้ยังไง รัฐไม่เคยมีโปรแกรมเลยในเรื่องของการศึกษาให้คนในประเทศตั้งแต่เด็กเข้าใจในเรื่องนี้น่ะว่าการทำงาน การสร้างตัวตน การสร้างฐานะมันต้องมาจากการทำงานสุจริต ไม่อย่างนั้นเราก็จะต้องเจอปัญหาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และเราก็จะเห็นว่าคนก็รู้ว่าข้ามไปทำงานฝั่งโน้นแล้วเป็นอย่างไร อาจจะรายได้ดี แต่พอเวลาจะกลับก็จะบอกว่าถูกหลอก จริงหรือเปล่าที่ว่าถูกหลอก ดิฉันไม่ค่อยเชื่อ คนแถวนั้นก็เล่าให้ฟังว่าไม่ค่อยจริงหรอก รู้หมดแหละ แต่ว่าเวลาจะกลับมาโดยที่ไม่มีความผิดก็ต้องบอกว่าถูกหลอก แล้วรู้สึกว่ารัฐแถวนั้นก็เชื่อหมดเลยนะ

 

- กรณีแม่สอด มีคนอยากให้เป็นเมืองคู่แฝดกับเมียวดี ซึ่งเมื่อก่อนอาจเป็นคู่แฝดทางด้านเศรษฐกิจแต่ตอนหลังกลายเป็นคูแฝดด้านคาสิโน หรืออย่างกรณีคิงส์โรมันกับเชียงแสน อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

กรณีของแม่สอดคงทำไม่ได้แล้ว จนกว่าสถานการณ์ในพม่าจะมีความชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะออกมารูปแบบใด ตอนนี้คงพูดอะไรไม่ค่อยได้ ทีนี้สำหรับฝั่งเชียงแสนซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นลาวก็คงมีสถานะที่ต่างกัน แต่คิงส์โรมันก็มีปัญหาเยอะ มันไม่ใช่ว่าจะไปได้ดีอะไรมาก เพราะที่จริงไปเปิดในลาว รัฐบาลลาวก็ไม่ได้สนับสนุนให้คนของเขาไปเล่น แล้วมันจะเป็นคู่แฝดอย่างไร อีกอย่างการพัฒนาพื้นที่ในแถบนั้นมันพูดกันมานานมากแล้วว่าจะมีทุนจากประเทศอื่นๆ เข้ามาลองทำโน่นทำนี่ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากมา เคยมีถึงขั้นที่เมื่อ 10 ปีก่อนบอกว่าทุนเกาหลีจะมาลงเพื่อทำให้เป็นสถานที่ตากอากาศ ทำสนามกอล์ฟ เป็นโน่นเป็นนี่ เพราะหลายพื้นที่มันสวย สามารถทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศอะไรได้ดี แต่สุดท้ายแล้วพอกาสิโนมา ทุกอย่างมันเจ๊งหมดเลย

แม้แต่ที่สีหนุวิลล์ซึ่งจริงๆ เป็นสถานที่ตากอากาศที่ดี สามารถพัฒนาเป็นคู่แข่งกับพัทยาของเราได้เลยสบายๆ แต่พอมันไปโตกับกาสิโนแล้วเป็นอย่างไร สุดท้ายก็ออกมาอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ เวลาที่สมัยก่อนศึกษาเรื่องนี้ดิฉันก็มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์พวกที่ทำกาสิโนในต่างประเทศเยอะแยะ สิ่งที่เขาต้องระวังมากที่สุดคือกาสิโนมันเป็นกิจการที่มันง่ายมากที่จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสีเทา ความง่ายในเรื่องนี้ทำให้แต่ละประเทศที่คิดจะทำต้องระมัดระวังมากๆ ที่จะไม่ให้มีเรื่องสีเทาเกิดขึ้น ถ้าสมมติว่าเราทำมันแบบง่ายๆ สีเทามันก็เข้าง่าย อันนี้แหละเป็นสิ่งที่ต้องระวัง

 

-อาจารย์คิดว่าศักยภาพของผู้ประกอบการไทยมีความสามารถพอที่จะทำธุรกิจด้านนี้ไหม

ไม่แน่ใจเลย ดิฉันก็ไม่ได้รู้จักผู้ประกอบการเพราะว่าเขาอยู่ใต้ดิน เราจะไปรู้จักอะไรเขาได้ว่าศักยภาพจริงๆ เขาเป็นอย่างไร แต่สิงคโปร์เขาใช้ต่างประเทศมาลงทุน ทุนข้ามชาติ เพราะเวลาเราศึกษาเยอะๆ ข้อมูลมันจะออกมาตรงที่ว่าถ้าให้ในประเทศทำเองมันจะโน้มเอียงไปสู่การที่ไม่ค่อยจะได้มาตรฐาน เพราะว่าแง่ประสบการณ์หรือความคุ้นชินเดิมใกล้กับสีเทา หลายประเทศก็เลยต้องใช้บริษัทข้ามชาติแทน เพราะถ้ามีเรื่องเขาทำเสียชื่อก็จะเสียไปหมดทั้งโลก สุดท้ายมันก็เลยเป็นธุรกิจข้ามชาติเข้ามาทำ แล้วเงินมันก็ไหลไปไหนล่ะ ก็เลยยากเหมือนกัน