• จุลสาร
  • งานวิจัย
  • หนังสือ

ปัญหาพนัน เกม และการประยุกต์ใช้เครื่องมือเพื่อการตระหนักรู้ปัญหาพนันในชุมชน

โดย มธุรดา สุวรรณโพธิ์ และคณะ

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเครื่องมือในการสำรวจปัญหา สร้างความตระหนัก ให้ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาการพนันและเกมในชุมชน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาการพนัน เกม และปัญหาสุขภาพจิต

วิธีการวิจัย ใช้การศึกษาแบบผสานวิธีเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้นำชุมชนรวมถึงผู้ให้บริการสาธารณสุขระดับชุมชน และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามประยุกต์จากแบบคัดกรองปัญหาพนัน (BBGS) และแบบประเมินปัญหาพนัน (PGSI) สำหรับประเมินปัญหาพนัน แบบทดสอบการติดเกม (GAST) สำหรับประเมินการติดเกม และแบบประเมินด้านสุขภาพจิตปรับมาจากแบบประเมินความเครียด (ST-5) แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย (DS8) และแบบประเมินการใช้สารเสพติด โดยทดลองเครื่องมือในจังหวัดนนทบุรี และเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างภาคสนามจำนวน 385 คน จากพื้นที่ชุมชนในจังหวัดสระบุรี อยุธยา และกรุงเทพมหานคร 

ผลการศึกษา ด้านสถานการณ์ด้านปัญหาการพนันพบว่ากลุ่มตัวอย่างในชุมชนส่วนใหญ่ไม่เล่นการพนัน (51.4) รองลงมาเล่นการพนันที่เป็นล๊อตเตอรี่ (ร้อยละ 31.1) โดยจากแบบประเมินปัญหาพนัน พบว่ามีปัญหาพนันร้อยละ 10.10 มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 13.80 และอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ ร้อยละ 13 ด้านการเล่นเกมเสี่ยงติดเกม ร้อยละ 9.10 และคลั่งไคล้ในเกม ร้อยละ 11.90 สุขภาพจิตในผู้มีปัญหาพนัน พบว่าในกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งมีความเครียด เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า เสี่ยงฆ่าตัวตาย และมีการใช้สารเสพติด เช่น สุรา บุหรี่ ร่วมด้วย เมื่อผู้ที่มีปัญหาพนันตอบแบบประเมินแล้วสามารถรับรู้ว่าตนเองมีปัญหาจากการเล่นพนัน (ร้อยละ 40.10) มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีปัญหาพนันรู้สึกผิดกับการเล่นพนันหรือรู้สึกผิดกับผลที่ตามมาจากการเล่นพนัน (ร้อยละ 57) และรับรู้ได้ว่าตนเองมีปัญหาสุขภาพ ความเครียด หรือวิตกกังวลจากการเล่นพนัน (ร้อยละ 35.20) ด้านคุณภาพเครื่องมือพบว่าค่าความเที่ยงตรงพบว่า แบบประเมินปัญหาพนัน และแบบประเมินการติดเกม มีค่าความสอดคล้องภายใน เท่ากับ .94 และ .93 แบบประเมินความเครียด มีค่าความเที่ยงตรงเท่ากับ .82 และแบบประเมินซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย พบว่ามีค่าความเที่ยงตรงเท่ากับ .78 อย่างไรก็ตามแบบคัดกรองปัญหาพนัน (BBGS) ควรมีการปรับปรุงหรือศึกษาค่าความเที่ยงตรงด้วยวิธีอื่น ๆ เนื่องจากมีค่าความเที่ยงตรงเท่ากับ .49 ทั้งนี้พบว่าแบบคัดกรองปัญหาพนันกับแบบประเมินปัญหาพนันมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ปัญหาพนันมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเครียด และความเสี่ยงฆ่าตัวตาย ส่วนคะแนนจากแบบทดสอบการติดเกมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับความเครียด ความเสี่ยงซึมเศร้า และการใช้สารเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้ปัญหาพนันมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยจากข้อมูลเชิงคุณภาพพบว่าในกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งวางเฉยและไม่จัดการกับปัญหาพนันเนื่องจากรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องของตน บางส่วนมีการเล่นบ้างตามโอกาสและเทศกาล 

สรุป เครื่องมือสำหรับการประเมินพนันมีความเที่ยงในระดับดี มีคะแนนแปรผันไปทิศทางเดียวกันกับแบบคัดกรองเบื้องต้นซึ่งเหมาะกับการใช้ในชุมชนเนื่องจากมีความกระชับ แต่อย่างก็ตามควรมีการปรับปรุงข้อคำถามให้เหมาะสมด้านการใช้ภาษาให้สอดคล้องบริบทด้านสังคมวัฒนธรรมด้วย