ชุมชนต้านไฮโล พลังแม่บ้านสู่การจัดระเบียบชุมชน

โดย วิเศษ สุจินพรัหม

ชุมชนต้านไฮโล พลังแม่บ้านสู่การจัดระเบียบชุมชน

งานศพคือ “การจัดการพื้นที่ความตาย” ในชุมชน ในปัจจุบันงานศพแถบชนบทได้เปลี่ยนความหมาย “ความตาย” ที่เคยเต็มไปด้วยความโศกเศร้า อาลัย กลายไปสู่ความสนุกครึกครื้น เสียงอื้ออึงดังไกลออกไปในยามค่ำคืนจากการตั้งวงเขย่าไฮโล

คนสมัยก่อนเชื่อว่าเมื่อบ้านใดมีคนตายเรียกกันว่า “เฮือนฮ้าย” หมายความว่าบ้านจะประสบกับโชคร้าย การตายถือว่าไม่เป็นมงคลจึงอนุญาตให้ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงที่มาร่วมงานเล่นการพนันเพื่อจะได้มีคนอยู่เป็นเพื่อนศพในยามคํ่าคืน พอเผาศพเสร็จแล้วก็จะเอานํ้ามนต์ส้มป่อยไล่สิ่งที่ไม่เป็นมงคลออกไปให้หมด เฮือนฮ้ายก็กลายเป็นบ้านดี พอเป็นบ้านดีแล้วก็จะห้ามเล่นไฮโลหรือการพนันอื่นๆ เด็ดขาด

ในปัจจุบัน การเล่นพนันในงานศพได้กลายเป็นธุรกิจที่มีผลประโยชน์มากมาย มีคนติดต่อประสานงานกับเจ้าภาพและเจ้าหน้าที่รัฐ ติดต่อกลุ่มนักพนัน จัดเต็นท์ตั้งวงกันเอิกเกริก ส่งผลให้ในงานศพมีคนแปลกหน้า ต่างถิ่น ซึ่งไม่รู้จักกับเจ้าภาพศพมาก่อน เข้ามาอยู่ในพื้นที่จัดงานศพเพื่อเล่นการพนันโดยเฉพาะ โดยคนในหมู่บ้านคอยให้บริการ โบกรถจัดเก้าอี้ เสิร์ฟนํ้า ขายข้าวปลาอาหาร เพื่อจะได้เงินค่าบริการเป็นการตอบแทน

 

บ่อนงานศพกระทบกลุ่มแม่บ้าน

“พอมีงานศพมันก็เอาไฮโลมาวางตรงที่แม่บ้านทำอาหารเลี้ยงแขก กีดขวางการทำงานของแม่บ้าน ไม่ว่าจะล้างถ้วย ทำอาหาร ก็ไม่มีที่ว่าง แล้วมันยังเอาโต๊ะเก้าอี้ของแม่บ้านที่ใช้ทำครัวมาวางเล่นไฮโล กาแฟที่เจ้าภาพเอามาเลี้ยงแขกก็มีคนเอาไปขายให้พวกเล่นไฮโลจนหมด ที่ใส่เงินทำบุญบนหีบศพ ถ้าปล่อยไม่มีคนดูแลก็จะหาย แถมมันยังยกถาดสำรับอาหารให้ศพไปกินในวงไฮโล กินแล้วก็ไม่เก็บไม่ล้าง ตื่นเช้ามาแม่บ้านต้องเหนื่อยล้างถ้วยชาม”

เสียงบ่นของกลุ่มแม่บ้านในชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำอาหารเลี้ยงแขกที่มาในงานศพ สะท้อนปัญหาการถูกแย่งพื้นที่ทำงาน ภาระที่เพิ่มขึ้น และความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในชุมชนอันเนื่องมาจากการตั้งวงพนันไฮโลในงานศพ

ยิ่งกว่านั้น คนในหมู่บ้านที่เล่นไฮโลยังประสบปัญหาครอบครัว ทั้งผู้ชายและผู้หญิง เพราะส่วนใหญ่ใช้เงินที่ถือมาเพื่อช่วยงานศพไปเล่นไฮโลโดยหวังว่าจะได้ แต่สุดท้ายกลับเสียพนัน บางรายเล่นเสียแล้วขโมยเงินในบ้านไปเล่นต่อ ทำให้เกิดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว

ประธานกลุ่มแม่บ้านเล่าว่า“ฝ่ายผัวอ้างว่ามาช่วยงานศพ แต่กลับมาเล่นไฮโล พอกลับไปบ้านก็ทะเลาะกับเมีย เพราะผัวขโมยเอาเงินในบ้านมาเล่น กลุ่มแม่หญิงเลยไม่ชอบไฮโล มันทำให้ครอบครัวแตกกัน”

 

กลุ่มแม่บ้านเสนอมติไม่ให้มีไฮโลงานศพ

ประธานกลุ่มแม่บ้านเล่าถึงการแก้ไขปัญหาว่า ตอนเริ่มต้นเคยปรึกษากับพ่อหลวง (คำเรียก “ผู้ใหญ่บ้าน” ของทางภาคเหนือ) โทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ แต่ก็ไม่เป็นผล จึงลุกขึ้นมาหาวิธีจัดการภายในชุมชนกันเอง โดยการพูดคุยในกลุ่มแม่บ้าน แล้วผลักดันให้พ่อหลวงเข้ามารับผิดชอบโดยการเรียกประชุมประชาคมเพื่อพูดคุยและลงมติว่า “จะให้มีไฮโลในงานศพหรือไม่”

การประชุมเริ่มจากการใช้เหตุใช้ผล สลับกับการใช้อารมณ์ การถกเถียงเป็นไปอย่างเผ็ดร้อนฝ่ายหนึ่งบอกว่าไฮโลเป็นของไม่ดีเอาเข้าหมู่บ้านทำให้เดือดร้อน อีกฝ่ายบอกว่าการห้ามเล่นไฮโลเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่นบอกว่า “เฮาเล่นไฮโลเอาเงินตัวเองเล่น บ่ใช่เอาเงินชาวบ้านมาเล่น บ่ใช่ขอเงินไผมาเล่น มันไปหนักหัวไผ” สุดท้ายผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพูดเตือนว่า “เปิ่นว่าบ่ดีๆก็ยังเล่นอยู่ ของบ่ดีเอาเข้าบ้านทำไม บ่ยะเป็นตัวอย่างฮือลูกฮือหลาน” ฝ่ายเจ้ามือจึงโกรธจัดระงับอารมณ์ไม่อยู่ยกเก้าอี้ทุ่มลงพื้นแล้วก็ขับรถออกไป แต่การประชุมก็ยังดำเนินต่อไปจนมีมติออกมา 2 ข้อคือ

1. การเล่นไฮโลขึ้นอยู่กับเจ้าภาพงานศพจะอนุญาตหรือไม่

2. กรณีอนุญาตให้เล่นไฮโลได้หลังเที่ยงคืน และต้องเล่นนอกบริเวณงานศพ

นอกจากมติแบบประนีประนอมสองข้อพ่อหลวงได้ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเจรจากับเจ้ามือรายใหญ่(ซึ่งเป็นคนนอกหมู่บ้าน)ไม่ให้มาเล่นไฮโลในหมู่บ้าน

แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มที่เล่นพนันไม่เคารพมติของประชาคม เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่มีการเผาศพที่ป่าช้า ขณะที่แขกที่มาร่วมพิธีกำลังทยอยกลับ พวกเซียนไฮโลที่มาจากต่างหมู่บ้านเริ่มตั้งวงไฮโลเล่นกันทันที

การกระทำเช่นนี้ถือว่าไม่เชื่อฟังคำขอร้องจากพ่อหลวง เป็นการท้าทายอำนาจพ่อหลวง พ่อหลวงจึงรู้สึกโกรธ ปรี่เข้าไปดึงกระดาษที่วางไฮโลออกมาถือและบอกว่า “ห้ามแล้วไม่ฟัง” จากนั้นก็ประกาศกลางวง “แต่นี้ต่อไปในหมู่บ้านห้ามบ้านอื่นเข้ามาเล่นไฮโลโดยเด็ดขาด ขอบอกว่าห้ามเด็ดขาดเน้อ บ้านผมนี่ผมบ่ฮือเล่นบ่ว่ากรณีไหน”

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เจ้ามือและคนต่างบ้านก็ไม่ได้เข้ามาเล่นไฮโลในชุมชนแห่งนี้อีกเลย

 

{#TG13-51.jpg}

 

ระเบียบใหม่ของชุมชน

เมื่อพ่อหลวงประกาศห้ามเล่นไฮโลในหมู่บ้านโดยเด็ดขาดทุกกรณี พวกเล่นไฮโลตอบโต้ด้วยการประกาศว่า “ต่อนี้ไปจะไม่เฝ้าศพให้แล้ว ”ซึ่งพ่อหลวงก็ตอบกลับว่า “ไม่เฝ้าก็ไม่เป็นไรผมจะขอเฝ้าเอง ผมจะนอนที่นี่ก็ได้ อาสาสมัครมีจะเอามาช่วย”

ส่วนกลุ่มแม่บ้านก็ประกาศต่อต้านกลุ่มไฮโล โดยบอกว่า “ถ้าเจ้าภาพศพคนใดเอาไฮโลมาเล่นเป็นเพื่อนศพอีก กลุ่มแม่บ้านทั้งกลุ่มจะแอนตี้ไม่ไปช่วยงานศพนั้นตลอดงาน”  หลังจากไม่มีวงไฮโลแล้ว ประชาคมยังมีมติไม่ให้เลี้ยงสุรา ลดน้ำอัดลม ใช้น้ำสมุนไพรต้มทดแทน เพื่อช่วยประหยัดค่าอาหารสำหรับเจ้าภาพที่มีฐานะยากจน

เมื่อไม่มีการเล่นไฮโลในงานศพ ปัญหาในครอบครัวของชาวบ้านแก้ไขได้ระดับหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ชาวบ้านเริ่มมองพวกเล่นไฮโลเหมือนคนแปลกหน้า มองหน้ากันไม่สนิทใจเหมือนแต่ก่อน บรรดาแกนนำของชุมชนจะไม่ให้พวกเล่นไฮโลมาร่วมงานพัฒนาชุมชน ส่วนพวกที่เล่นการพนันเป็นประจำหรือกลุ่มที่ถือว่าติดพนัน หยุดไม่ได้ ก็ต้องย้ายวงไปเล่นพนันในสวนลำใย ซึ่งเป็นที่ลับตาคน

การต่อต้านไฮโลในงานศพที่เริ่มต้นโดยกลุ่มแม่บ้าน แสดงให้เห็นว่าการรวมตัวจัดการภายในชุมชนกันเองสามารถนำไปสู่การจัดระเบียบใหม่ในชุมชน เช่น

• การพนันต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของชุมชน ชุมชนสามารถกำหนดห้ามการเล่นพนันบางชนิดในชุมชน กลุ่มที่ติดพนันถือว่าไม่ใช่คนดี ถ้าต้องการเล่นพนันต้องหนีไปเล่นในที่ห่างไกลและลับตาคน

• การขอคืนพื้นที่ทางประเพณีของ “งานศพ” เป็นการจัดการกับพื้นที่ความตายให้สอดคล้องกับประเพณีที่มีอยู่เดิมของชุมชน

• การเปลี่ยนนิยามความหมาย “การเป็นเพื่อนศพ” ไม่ใช่แค่การเฝ้าศพ แต่เป็นการเข้าสู่การร่วมทุกข์ร่วมสุขอย่างแท้จริง