สังคมไทยกับวัฒนธรรม 'การพนัน' (1)

โดย แนวหน้า

สังคมไทยกับวัฒนธรรม 'การพนัน' (1)

สังคมไทยกับวัฒนธรรม 'การพนัน' (1) กฎหมายตามไม่ทัน 'ความเป็นจริง?'
>>>สกู๊ปต่อเนื่องจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2556<<<

 
“การรักที่จะเล่นการพนัน ชาวสยามรักการเล่นการพนันมาก จนฉิบหายขายตน หรือไม่ก็ขายบุตรธิดาของตนไปเป็นทาส การพนันที่ชอบเล่นมากที่สุดคือ สกา ซึ่งดูเหมือนจะได้เรียนการเล่นมาจากชาวโปรตุเกส ชาวสยามไม่เล่นไพ่เลย เขาเล่นหมากรุกตามแบบของเราและแบบของจีน”

ข้อความนี้ เป็นเพียงบางส่วนของ “จดหมายเหตุลาลูแบร์” ซึ่งเป็นบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubere) ชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในฐานะราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และได้บรรยายถึงลักษณะต่างๆ ของชาวสยาม (หรือไทย) ไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ โดยหนึ่งในนั้นคือนิสัย “ชอบการพนัน” อย่างมาก ซึ่งนอกจากสกาและหมากรุกแล้ว ชาวสยามยังนิยมเล่นพนันแทบทุกประเภท ทั้งแข่งเรือ,วิ่งวัว-ควาย รวมไปถึงไก่ชน ที่แม้ลาลูแบร์จะไม่ได้บันทึกเรื่องราวของการชนไก่ไว้ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าการชนไก่ปรากฏทั่วไปในยุคสมัยเดียวกัน

ทว่าผลของการพนัน ก็เป็นอย่างที่ทราบกันดี ว่าหากครอบครัวไหนมีคนติดการพนันสักคนหนึ่ง ครอบครัวนั้นก็ไม่อาจหาความสงบสุขได้เลย อย่างเบาก็ไม่มีเงินเก็บออม ต้องหยิบยืมคนรอบข้าง แต่ถ้าเป็นอย่างหนัก ก็จะถึงขนาดขายทรัพย์สินทั้งบ้าน รถยนต์และอื่นๆ (ยกเว้นลูกเมียที่ขายไม่ได้เหมือนสมัยอยุธยาที่ลาลูแบร์บันทึกไว้ เพราะปัจจุบันเราเลิกทาสแล้ว) รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม ลักวิ่งชิงปล้น หรือค้ายาเสพติดเพื่อหาเงินไปใช้หนี้พนัน ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีก

วันนี้สกู๊ปหน้า 5 มีโอกาสได้ไปฟังความเห็นจากนักวิชาการหลายสาขา ที่ได้ทำการศึกษา “รากเหง้า” ของปัญหาการพนันในสังคมไทย ว่ามีที่มาอย่างไร และแนวคิดในการแก้ปัญหาที่ทำ หรือกำลังจะทำ จะเป็นทางออกได้จริงหรือ?


กฎหมายที่ตามไม่ทัน ‘ความเป็นจริง’

“ในสมัยรัชกาลที่ 7 เรามีกฎหมายการพนันฉบับแรก พ.ศ. 2473 ก็ใช้กันไม่กี่ปี แล้วเราก็มีกฎหมายฉบับใหม่ล่าสุดที่ว่าใหม่ล่าสุดคือเราใช้มาถึงวันนี้ (พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478) ซึ่งแก้ไขล่าสุดในปี พ.ศ. 2505 ผมลองเปิดดู พบว่าการแก้ไขแต่ละครั้ง ก็ไม่ได้แก้ไขเพื่อปรับให้เข้ากับเหตุการณ์บ้านเมือง” เป็นเสียงสะท้อนจาก ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงปัญหาของกฎหมายเกี่ยวกับการพนัน ที่ประกาศใช้มาอย่างยาวนาน แต่ไม่เคยมีการแก้ไข

ครั้งใด ที่มุ่งหมายให้กฎหมายทันต่อการพนันชนิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
อ.นันทวัฒน์ชี้ให้เห็นถึงความล้าสมัยของการกำหนด “ประเภทของการพนัน” ใน พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ในประเด็นประเภทของการพนัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่มีการนิยามความหมายคำว่า “การพนัน” ไว้ หากแต่ใช้วิธีระบุชนิดของการพนันอย่างตายตัว (ระบุบัญชี ก และ ข ท้าย พ.ร.บ.) ซึ่งหลายชนิดนั้นไม่ปรากฏในสังคมไทยแล้ว เช่น เต๋าข้ามด่าน หมากหัวแดงดวด อีก้อย อีโปงซัด เป็นต้น แต่การพนันยอดนิยมในปัจจุบันอย่าง “ทายผลฟุตบอล” กลับไม่มีปรากฏแต่อย่างใด ทำให้การเอาผิดเป็นไปด้วยความยากลำบาก

“นั่นคือการพนันที่เราเล่นกันมาในอดีต และยังมีอยู่ในกฎหมายการพนัน แต่เราไม่เห็นสิ่งที่ทุกคนเล่นกันวันนี้ ว่าอยู่ในกฎหมายการพนัน ฉะนั้นบทบัญญัติที่มีอยู่จึงมีปัญหา มันล้าสมัยมาก แล้วก็ไม่ได้ปรับให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และการเขียนชื่อการพนันไว้ตายตัว ทำให้เราต้องจับเฉพาะการพนันชื่อนั้นๆ เป็นความผิดเท่านั้น อย่างอื่นเอาผิดไม่ได้ เช่น การทายผลฟุตบอล เพราะไม่มีในบัญชี แต่ถ้าจะเอาผิดจริงๆ ก็ต้องพยายามไปโยงว่ามันคล้ายกับการพนันประเภทไหนบ้าง”

อ.นันทวัฒน์ กล่าว พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า กฎหมายที่มีการเขียนนิยามไว้ สามารถปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยได้ง่ายและชัดเจนกว่า โดยยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 ที่แม้จะเขียนในยุคที่สื่อออนไลน์ยังไม่แพร่หลาย แต่ ณ วันนี้ แม้ผ่านมา 15 ปี และโลกเข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัวกฎหมายดังกล่าวก็ตามยุคสมัยได้ทัน เพราะนิยามของ “ข้อมูลข่าวสาร” ไม่ได้ระบุประเภทอย่างตายตัว แต่รวมทุกวิธีการที่ทำให้เกิดภาพ เสียง หรือข้อความให้คนสื่อสารได้ แน่นอนว่ารวมถึงการบันทึกลงในคอมพิวเตอร์หรืออื่นๆ ด้วย


‘ความจริง’ หรือเพียง ‘วาทกรรม’?

จากบันทึกของลาลูแบร์ข้างต้นก็ดี จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ก็ดี หรือจากคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่ก็ดี ทำให้คนไทยทั่วไปเชื่อกันว่า “คนไทยเป็นนักพนันโดยสายเลือด” แล้วก็เชื่อกันต่อไปอีกว่า ในเมื่อคนไทยมีนิสัยเป็นนักพนัน อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว การทำให้การพนันเสื่อมความนิยมย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่า...ที่เราเชื่อกันเช่นนี้มาตลอดนั้น เป็นความจริงหรือไม่?
รศ.ฉลาดชาย รมิตานนท์ นักวิชาการอาวุโส ด้านมานุษยวิทยา เป็นผู้หนึ่งที่ยืนยันว่าความเชื่อดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง หากแต่การพนันนั้น ผูกพันกับระบบสังคม ในฐานะความสัมพันธ์เชิงอำนาจชนิดหนึ่ง ทั้งนี้ คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ จะต้องเป็นเรื่องระหว่างคนด้วยกันเสมอไป

“ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อาจจะไม่ใช่เรื่องของคนกับคนราษฎรกับรัฐ หรือคนรวยกับคนจนเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นอำนาจ เช่น ภูติผีปิศาจ ชะตาชีวิต พรหมลิขิต กฎแห่งกรรม อะไรต่างๆ เหล่านี้”

อ.ฉลาดชาย อธิบายต่อไปว่า เมื่อมีอำนาจ ย่อมต้องมาพร้อมกับความเสี่ยง เช่น สมัยโบราณที่เป็นสังคมเกษตรกรรม ชีวิตของผู้คน ฝากไว้กับดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน หรือการเจ็บป่วยในยุคที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า ซึ่งวิธีการจัดการกับความเสี่ยงของแต่ละยุคสมัยหรือแต่ละสังคม ย่อมไม่เหมือนกัน

“ผู้ที่จัดการความเสี่ยง ก็จะมองออกไปว่า เราจะจัดการความเสี่ยงได้อย่างไร เช่นการซื้อหวย จะทำยังไงให้ความเสี่ยงน้อยที่สุด ก็ต้องหาเลขเด็ด แล้วจะเอาเลขเด็ดมาจากไหน ก็ไปเอามาจากวัด ดังนั้น วัดจึงเป็นอำนาจอย่างหนึ่ง ในการจัดการความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ต่างอะไรกับการขายเครื่องรางของขลังเพื่อเอาไปจัดการกับความเสี่ยง

ดังนั้น ความเสี่ยงมันไม่ใช่แค่เรื่องสถิติ ประเภทโยนหัวก้อย 50-50 แต่มันเกี่ยวข้องในหลายมิติ ทั้งความเชื่อ วัฒนธรรม โชค เคราะห์ ดวง บาป บุญ อะไรต่างๆ นานา และเมื่อคนต้องเผชิญกับความเสี่ยง เขาก็จะจัดการกับความเสี่ยง เขาก็จะดูว่า อะไรที่เขาจะนำมาใช้จัดการกับความเสี่ยงได้ สิ่งนั้นก็คืออำนาจ” นักมานุษยวิทยาอาวุโส กล่าว


‘ความเสี่ยง’ แปรผันตาม ‘ฐานะ’

อ.ฉลาดชาย กล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อนำเรื่องของอำนาจกับความเสี่ยง มาจับเข้ากับการเล่นการพนันแล้ว พบว่าความเสี่ยงนั้น แปรผันกับอำนาจ คือ ยิ่งมีอำนาจน้อย ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงหรือถ้าจะให้ชัดกว่านั้น..คนฐานะยากจน หากไปเล่นการพนันความเสี่ยงย่อมมากกว่าคนฐานะร่ำรวย

“พูดง่ายๆ มีอำนาจน้อยเสี่ยงสูง มีอำนาจมากเสี่ยงไม่สูงและถ้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จ ความเสี่ยงจะเป็นศูนย์ อย่างเจ้ามือหวยนี่เสี่ยงน้อย ยังไงเขาก็รวยแน่ ส่วนบ่อนกาสิโนเนี่ย แทบไม่มีการเสี่ยงเลย ยังไงเขาก็ได้ แต่คนที่ไปเล่นการพนัน อันนี้มีความเสี่ยงสูง ถ้าเราเอามิติทางเศรษฐกิจมาจับ จะพบว่าคนจนมีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนรวย อย่างคนเล่นหุ้น ประเภทแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ จะเสี่ยงสูง ในขณะที่คนปั่นหุ้น เกือบจะไม่เสี่ยงเลยหรือเสี่ยงน้อยมาก”

นอกจากความเห็นของนักมานุษยวิทยา ยังมีตัวอย่างที่น่าสนใจจากต่างประเทศ ที่พบว่าเป้าหมายในการเล่นพนัน ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนานั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ประธานศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ยกตัวอย่างประเทศแอฟริกาใต้ ที่เริ่มเปิดให้มีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย มาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 และพบว่าได้สร้างปัญหามากมาย เพราะประชากรในประเทศกำลังพัฒนา มักจะเล่นการพนันเพื่อหวังรวยทางลัด มากกว่าจะเล่นเพียงเพื่อความสนุกสนาน อย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว

“ที่แอฟริกาใต้ รัฐบาลตัดสินใจเปิดบ่อนถูกกฎหมายเมื่อ ปี 2540 ขณะนี้มีกาสิโน 40 แห่ง ปรากฏว่าคนมีรายได้น้อย เป็นคนเล่นส่วนใหญ่ที่ทำเงินให้กาสิโนมากที่สุด เขาอาจจะเล่นครั้งละไม่มาก แต่บ่อยครั้งกว่าคนมีฐานะดี ปรากฏว่าปี 2552 มีการสำรวจทั่วประเทศ พบว่า 63 เปอร์เซ็นต์ ของผู้มาตอบคำถาม เคยเล่นการพนันที่กาสิโน ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เท่ากับมีคนเล่น 3.1 ล้านคน จากประชากร 50 ล้านคน
นอกจากนั้น เยาวชนที่นั่นยังบอกว่า พฤติกรรมการเล่นพนันของสมาชิกในครอบครัว มีผลต่อชีวิตของพวกเขา โดยมีความรุนแรงในครอบครัว พวกผู้ชายจะทำความรุนแรงกับผู้หญิงและเด็ก หรือผู้หญิงก็กระทำความรุนแรงต่อผู้อื่นในครอบครัว อาหารการกินในครอบครัวขาดแคลนลง เพราะผู้ใหญ่เอาเงินที่เจียดเป็นค่าอาหารหรือเงินออม เอาไปเล่นการพนัน” อ.ผาสุก กล่าวโดยยกตัวอย่างที่เกิดในต่างประเทศมาเป็นอุทาหรณ์

ในตอนแรกนี้ เราได้กล่าวถึงประเด็นกฎหมายที่ยังมีช่องโหว่ รวมถึงวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ที่มีผลต่อการเล่นการพนัน ส่วนในตอนต่อไป จะเป็นการเปรียบเทียบบ่อนถูกกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน การพนันฟุตบอลกับวิถีชีวิตคนเมือง และประเด็นว่าไทยควรจะมีบ่อนถูกกฎหมายบ้างหรือไม่


ที่มา: แนวหน้า